หนึ่งในอุปสรรคที่พบบ่อยที่สุดคือการเริ่มต้นโครงการจาก ‘เทคโนโลยี’ แทนที่จะเริ่มจาก ‘ปัญหาจริงของหน้างาน’ องค์กรมักถูกดึงดูดด้วยเทคโนโลยีใหม่ คำโฆษณาที่ดูทันสมัย หรือแรงกดดันจากกระแสการแข่งขัน ทำให้ตัดสินใจลงทุนโดยที่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และเทคโนโลยีนั้นจะช่วยแก้ปัญหาในจุดใด เมื่อปัญหาไม่ชัด การลงทุนจึงมักไม่ตอบโจทย์ เกิดต้นทุนจม และสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อโครงการนวัตกรรมในระยะยาว
อีกอุปสรรคสำคัญคือการขาด ‘คนกลาง’ ที่สามารถเชื่อมโยงโลกของเทคโนโลยีกับโลกของหน้างานจริง บุคลากรกลุ่มนี้ต้องเข้าใจทั้งระบบเทคโนโลยี ดิจิทัล หรือระบบอัตโนมัติ และในขณะเดียวกันต้องเข้าใจข้อจำกัด เงื่อนไข และความซับซ้อนของกระบวนการผลิตหรือการให้บริการ หากไม่มีบุคลากรที่ทำหน้าที่แปลเทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทขององค์กร นวัตกรรมก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกติดตั้งไว้ แต่ไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ
หลายองค์กรประสบความสำเร็จในการทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) แต่ไม่สามารถขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง สาเหตุหลักมักมาจากการขาดแผนการต่อยอดที่ชัดเจน ไม่มีเจ้าของระบบที่รับผิดชอบในระยะยาว หรือไม่มีงบประมาณและโครงสร้างรองรับหลังจบโครงการทดลอง ส่งผลให้โครงการนวัตกรรมหยุดอยู่เพียงการ ‘พิสูจน์แนวคิด’ โดยไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงธุรกิจหรือเชิงระบบได้อย่างแท้จริง
งบประมาณและความเสี่ยง – กำแพงขวางกั้นนวัตกรรม
สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะ SME ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความสามารถในการรับความเสี่ยงเป็นอุปสรรคสำคัญ นวัตกรรมมักต้องอาศัยการทดลอง การปรับปรุง และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ SME ไม่สามารถ ‘ลองผิดลองถูก’ ได้มากนัก หากขาดกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ทดลอง เงินทุนสนับสนุน หรือคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ความกลัวต่อความล้มเหลวจึงกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางการเริ่มต้นนวัตกรรม
วัฒนธรรมองค์กรไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง
ท้ายที่สุด อุปสรรคที่สำคัญและแก้ไขได้ยากที่สุดคือวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง องค์กรที่ให้คุณค่ากับความปลอดภัย การทำงานแบบเดิม หรือการหลีกเลี่ยงความผิดพลาด มักทำให้บุคลากรไม่กล้าลอง ไม่กล้าปรับวิธีทำงาน และมองนวัตกรรมเป็นภาระเพิ่มเติมมากกว่าคุณค่าใหม่ เมื่อวัฒนธรรมไม่สนับสนุน แม้จะมีเทคโนโลยีและงบประมาณพร้อม นวัตกรรมก็ไม่สามารถหยั่งรากและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ภาพเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า
ภาพอนาคตที่มุ่งหวัง คือ ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอัจฉริยะระดับกลาง (Practical Advanced Manufacturing Hub) ไม่จำเป็นต้องล้ำที่สุดในทุกมิติ แต่เป็นประเทศที่สามารถทำให้เทคโนโลยีเกิดผลจริงในโรงงานจำนวนมากได้อย่างเป็นระบบ
ในภาพนั้น SME ไทยควรเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ เป็น ‘ผู้ร่วมออกแบบคุณค่า’ ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมสร้างมาตรฐาน และร่วมออกแบบกระบวนการกับบริษัทขนาดใหญ่ พร้อมเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก นวัตกรรมควรถูกฝังอยู่ในสายเลือดของการผลิตและบริการ ไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจตามงบประมาณรายปี
TGI ยุคใหม่ขับเคลื่อนศักยภาพการผลิตไทยภายใต้แนวคิด ‘นวัตกรรมที่ฝังอยู่ในโรงงาน คน และระบบ’
ในบริบทนี้ บทบาทของ TGI ควรพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการฝึกอบรม แต่ต้องเป็น Capability Builder ที่สร้างสมรรถนะจริงให้กับคนและองค์กร ทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชิงปฏิบัติ’ ระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกกับหน้างานของไทย และขยายบทบาทสู่การเป็น Living Lab / Learning Factory ระดับประเทศ ที่ SME สามารถเข้ามาทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดได้จริง
รูปแบบความร่วมมือที่ควรผลักดัน ได้แก่ ความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน–สถาบัน ความร่วมมือไทย–เยอรมัน–สหภาพยุโรป และแพลตฟอร์ม Co-Innovation ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME
ในอีก 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยควรขับเคลื่อนด้วย ‘นวัตกรรมที่ฝังอยู่ในโรงงาน คน และระบบ’ ไม่ใช่นวัตกรรมที่เป็นเพียงโครงการชั่วคราว แต่เป็นนวัตกรรมที่ทำงานได้จริง สร้างผลผลิตได้จริง และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ TGI ควรทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ออกแบบสะพานเชิงปฏิบัติ’ ระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม มีความยั่งยืน และแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ผู้เขียน:
นายปรัชญา อินทรานุปกรณ์ – ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI)
เกี่ยวกับสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI):
TGI ไม่ใช่แค่ฝึกอบรมแต่เป็นพาร์ทเนอร์ในการให้บริการที่ครบวงจร พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทย สู่อุตสาหกรรมอนาคตที่ยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะ